บทความและสาระน่ารู้
บ๊ายบาย...ขวดนม

                เด็กๆ กับนมเป็นของคู่กันเสมอ แต่เมื่อถึงเวลาที่สมควร การดูดนมขวดควรเปลี่ยนเป็นการดื่มจากแก้ว หรือใช้หลอดดูดแทน เพราะการดูดนมจากขวดนานเกินไปมีข้อเสียหลายประการ ตั้งแต่ฟันผุ ฟันยื่น กินนมมากเกินไป ลดโอกาสพัฒนาทักษะการพูดและการใช้มือ (เนื่องจากมือและปากมาติดอยู่ที่ขวดนมตลอดเวลา) รบกวนการนอนตอนกลางคืน (ในกรณีที่ยังต้องตื่นมาดูดนมกลางดึก) และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหูอักเสบ        

                เวลาที่สมควรเลิกขวดนม คือช่วงอายุหนึ่งปี ถึงหนึ่งปีครึ่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มมีฟันหลายซี่ให้ดูแล  เป็นช่วงที่เริ่มจิบน้ำจากแก้วได้คล่อง และที่สำคัญคือยังเป็นช่วงที่ยอมทำตามคำสั่งได้ง่าย หากรอจนกระทั่งอายุใกล้สองปี เด็กมักเริ่มอยากเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การบอกให้เลิกขวดนมในช่วงนี้มีโอกาสที่เด็กจะขัดแย้ง ไม่ทำตามสั่งได้มาก

                ขั้นแรกของการเลิกขวดนม คือการเตรียมพร้อมให้เด็กสามารถจิบน้ำจากแก้วได้  ซึ่งขั้นตอนการสอนให้จิบน้ำจากแก้วสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ช่วงอายุ ๖ ถึง ๙ เดือน โดยแนะนำให้เริ่มจิบน้ำเปล่าก่อน หากทำได้ไม่สำลัก ค่อยลองให้จิบน้ำผลไม้ และนมตามลำดับ  เมื่อพิจารณาแล้วว่าเด็กสามารถดื่มนมได้จากแก้วโดยไม่สำลักค่อยเริ่มกระบวนการเลิกขวดนม ซึ่งแบ่งได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะเด็กแต่ละคนว่าปกติเป็นเด็กที่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงได้ยากง่ายเพียงใด และขณะนั้นติดขวดนมมากน้อยแค่ไหน

หักดิบ   เหมาะกับเด็กที่มีลักษณะว่าง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาในการตอบรับสิ่งใหม่ๆ  ยังดูดนมจากขวดอยู่แต่ไม่ติดขวดมากนัก (เช่น ไม่ถือขวดเดินไปมา  นอนหลับได้เองโดยไม่ต้องดูดนม)   

  • บอกล่วงหน้าไว้บ้าง เช่น “หนูโตแล้วนะ อีกไม่นานน่าจะได้เวลางดขวดนมแล้ว” บอกซ้ำๆ บ่อยๆ  หรือระบุวันไปเลย เช่น “วันเสาร์หน้าเป็นวันเลิกขวดนมนะ”
  • เลือกวันดีๆ วันที่ตื่นมาแล้วอารมณ์ดีทั้งเด็กและผู้ปกครอง และมีเวลาให้เด็กเต็มที่
  • ทำให้ยิ่งใหญ่และสนุก ประกาศว่าวันนี้เป็นวันเลิกขวดนม  อาจให้เด็กเอาขวดนมทิ้งขยะ หรือพาไปซื้อแก้วน้ำที่ระลึกวันเลิกขวดนม  (แนะนำว่าอย่าเพิ่งทิ้งขวดทั้งหมด ซ่อนเอาไว้บ้างเผื่อยังเลิกไม่สำเร็จ  หรือเก็บไว้เล่นป้อนตุ๊กตา)
  • ชมมากๆ “หนูโตแล้ว” (ตบมือ) “กินจากแก้วเหมือนป่าป๊าเลย” (เย้ ตบมือๆๆ) 
  • ช่วงเลิกขวดใหม่ๆ เด็กอาจหงุดหงิดง่าย บางรายอาจดูดนิ้วมากขึ้น แนะนำให้ผู้ปกครองดูแล เอาใจใส่มากขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเป็นการแทนที่ขวดนมที่หายไป
  • ถ้าหลังจากเลิกไปแล้ว เด็กขอกินนมขวดอีก อาจอนุญาตให้ดูดน้ำเปล่าจากขวดได้บ้าง (อย่างน้อย น้ำไม่ทำให้ฟันผุ)  แต่ให้ยืนยันหนักแน่นว่าน้ำผลไม้และนมต้องดื่มจากแก้วเท่านั้น

2. ค่อยๆ เลิก เหมาะกับเด็กส่วนใหญ่ หรือเด็กที่ติดขวดนม ใช้เวลาประมาณ ๓ – ๔ สัปดาห์

  • ใส่เครื่องดื่มในแก้ว วางไว้ให้พร้อมมื้ออาหารและของว่าง ก่อนที่เด็กจะร้องหาขวด
  • ทำให้การดูดขวดนมไม่สะดวกสบาย เพลิดเพลินเหมือนเดิม โดยการตั้งกฏว่าถ้าจะดูดนมขวด ต้องนั่งดูดบนตักแม่หรือพ่อ หรือบนเก้าอี้ตัวที่ระบุเท่านั้น ห้ามนอนดูด ห้ามเล่นขณะดูดขวด ห้ามเดินไปมาโดยถือขวดไปด้วย
  • เปลี่ยนขวดนมเป็นแก้วในมื้อที่เด็กไม่ค่อยติดมากนักเช่น มื้อกลางวัน โดยเปลี่ยนทีละมื้อทุกๆ ๒-๔ วัน มื้อที่เลิกยากที่สุดมักเป็นมื้อก่อนนอน
  • หาสิ่งดึงดูดความสนใจทดแทนขวดนม ชวนเล่นให้มากกว่าปกติ เน้นการเล่นที่ต้องใช้มือมากๆ เช่นเล่นปั้นดินน้ำมัน เล่นสี พาออกนอกบ้านเพื่อเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยที่จะโยงมาถึงขวดนมได้  
  • ขวดสุดท้ายที่เลิกยากที่สุดมักเป็นมื้อก่อนนอน ก่อนเลิกมื้อนี้ควรแน่ใจว่าก่อนนอนจะมีกิจกรรมอื่นที่มาแทนขวดนมได้ อาจเริ่มจากดื่มนมจากแก้ว อาบน้ำ แปรงฟัน อ่านนิทานก่อนนอน ถ้าเด็กไม่ร้องขอขวดนมก็ไม่ต้องเสนอให้ หากเด็กขอขวดนม ให้น้ำใส่แก้วแทนพร้อมกับยืนยันว่าตอนนี้กินนมไม่ได้แล้วเพราะหนูแปรงฟันแล้ว ถ้ายังงอแง นอนไม่หลับ มักเกิดจากการที่เด็กติดการดูดขวด (ไม่ต้องกลัวว่าจะหิว เพราะได้ดื่มนมก่อนแปรงฟันแล้ว) อาจให้ดูดขวดน้ำเปล่าแทนไปก่อน แล้วค่อยๆเปลี่ยนจุกขวดให้รูเล็กลงเพื่อทำให้ดูดยากขึ้น
  • การมีสิ่งของอื่นเช่นตุ๊กตา ผ้าห่มนิ่มๆ มาแทนขวดนมเวลาเข้านอนมักช่วยลดความหงุดหงิด กังวลได้อีกแรงหนึ่ง

สุดท้าย ไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีใดก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดในการปรับพฤติกรรมเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลิกนมขวด หรือการฝึกวินัยเรื่องอื่นใดก็ตาม คือความอดทน ความสม่ำเสมอ และความร่วมมือกันของผู้ใหญ่ในบ้าน  ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง เด็กอาจหงุดหงิดง่าย ดูไม่มีความสุข ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองใจอ่อน และยอมตามใจ  แนะนำให้พยายามเตือนตนเองไว้ว่าสิ่งที่ทำทั้งหลาย ที่ดูเหมือนเป็นการสร้างความไม่สบายใจและกายให้กับเด็ก ทั้งหมดทำไปเพื่อประโยชน์ในอนาคตของเด็กเอง เพื่อที่เขาจะได้เติบโตอย่างเข้มแข็งและเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป



 
     
   
     
  โรงพยาบาลเจ้าพระยา
113/44 ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม. 10700
โทร.02-434-1111,02-434-0117,02-884-7000